posted on 01 Mar 2012 14:47 by khuntubkaew directory Knowledge
ภาพอาคารชั้นเดียว มีดาดฟ้าที่เป็นพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กสำหรับทำกิจกรรมต่างๆ ด้านซ้ายเป็นลานอเนกประสงค์ ขวาติดกับอาคารศึกษา 1 นั้น อาคารที่กล่าวถึงนี้ก็คือ โรงอาหาร A2 วันที่ 31 สิงหาคม 2512 เป็นครั้งแรกที่ใช้อาคารนี้(สามารถคลิกอ่านรายละเอียดได้ที่ http://www.archives.su.ac.th/pin/SuNote2.pdf)

ศาสตราจารย์ม.ล. ปิ่นมาลากุลและคณะตรวจการก่อสร้างดาดฟ้าโรงอาหารอาคาร A2
โรงอาหาร A2ก่อนรื้อถอน


ภาพอดีตในโรงอาหาร A2
ต่อจากนี้ไปจะไม่มีอาคารหลังนี้ให้เห็นอีกต่อไปแล้ว…
คณะศึกษาศาสตร์ ได้จัดพิธีบวงสรวงเพื่อทำการรื้อถอนอาคารโรงอาหาร A2 และ1ดำเนินการก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ แทนอาคารหลังเดิม โดยทำพิธีบวงสรวงรื้อถอนอาคารเมื่อวันที่ 14 ตุลา 2554

พิธีบวงสรวงเพื่อทำการรื้อถอนอาคาร (ภาพจากคณะศึกษาศาสตร์)

พื้นที่โรงอาหาร A2 หลังจากรื้อถอนแล้ว
ใครที่มีข้อมูลหรือภาพเกี่ยวกับโรงอาหาร A2สามารถส่งมาให้โครงการจดหมายเหตุ
มหาวิทยาลัยศิลปากรได้นะคะ และช่วยกด like ให้ www.facebook.com/SU.Archivesด้วยนะคะขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
posted on 03 Feb 2012 22:38 by khuntubkaew directory Knowledge

ใครที่เดินผ่านไปมาใน“ทับแก้ว” (มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์) จะเห็นอาคารแปดเหลี่ยมรูปทรงสง่างามอยู่ริมสระแก้ว หรือศาลาสระแก้ว อาจมีหลายคนสงสัยว่าสร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร และรูปแบบของการสร้างได้มาอย่างไรฯ โครงการจดหมายเหตุฯได้ไปสืบทราบมาความว่า
ศาลาสระแก้ว เป็นศาลาพักผ่อน ดัดแปลงจากศาลาบนเนินในเรือนพระธเนศวรในพระราชวังสนามจันทร์ สร้างด้วยไม้เนื้อแข็ง หลังคาปั้นหยาสองชั้นมุงด้วยกระเบื้องว่าว แผ่นซีเมนต์ใยหิน ประดับด้วยแผ่นไม้ฉลุลายแบบเรือนขนมปังขิง
เรือนพระธเนศวร (ภาพจากหนังสือ “พระราชวังสนามจันทร์ และเสือป่าฯ”)
ศาลาสระแก้วนี้ สร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมการสร้างบรรยากาศทางวิชาการ และเพิ่มแหล่งนันทนาการให้แก่อาจารย์ ข้าราชการ และนักศึกษา ให้เป็นจุดศูนย์กลางของนักศึกษาในการจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น การแสดงดนตรี การเสวนาทางวิชาการ เป็นต้น นอกจากนั้นแล้วยังเป็นการเพิ่มพื้นที่จำหน่ายอาหารว่างให้แก่อาจารย์ ข้าราชการ และนักศึกษา
นอกจากนี้ ศาลาสระแก้ว ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างมาตั้งแต่สมัยที่รองศาสตราจารย์คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์เกียรติคุณ คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ นายกสภามหาวิทยาลัยศิลปากร) เป็นอธิการบดี โดยสำรวจพื้นที่ที่เหมาะสมร่วมกับสโมสรนักศึกษาตั้งแต่ปี2534 และเริ่มก่อสร้างในกลางปี 2538 จนแล้วเสร็จต้นปี 2539 ใช้งบประมาณในการก่อสร้างประมาณ 550,000 บาท โดยคุณชัยโรจน์ เจนธำรง สถาปนิกของมหาวิทยาลัยเป็นผู้ออกแบบ
เมื่อสร้างแล้วเสร็จได้เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันอังคารที่ 8 กรกฎาคม 2540 โดยมีรองศาสตราจารย์ คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ เป็นประธานในพิธี
รองศาสตราจารย์ ดร. ตรึงใจ บูรณสมภพ อธิการบดี กล่าวรายงานต่อประธานในพิธี
รองศาสตราจารย์ คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ ประธานในพิธีกล่าวเปิดศาลาสระแก้ว
ใครที่มีข้อมูลหรือภาพเกี่ยวกับศาลาสระแก้ว ก็สามารถส่งมาให้โครงการจดหมายเหตุมหาวิทยาลัยศิลปากรได้นะคะ และก็ขอรบกวนอีกเรื่อง คือช่วยกด like ให้ด้วย www.facebook.com/SU.Archivesขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
edit @ 3 Feb 2012 22:48:07 by Khun Tubkaew Silpakorn Nakhonpathom
posted on 10 Jan 2012 18:23 by khuntubkaew directory Knowledge
หลายคนอาจจะไม่รู้ หรือคนที่รู้ก็อาจจะสงสัยว่า ทับแก้วเรานั้นมีบ้านเลขที่ เหมือนบ้านพักที่เราอาศัยอยู่ด้วยเหรอ อยากรู้ตามอ่านข้างล่าง...
ที่มาของ “บ้านเลขที่ ๖” นี้ ก็มีที่มาอยู่ว่า เมื่อมหาวิทยาลัยศิลปากรได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้ขยายเขตการศึกษามายังจังหวัดนครปฐม ณ พระราชวังสนามจันทร์ มหาวิทยาลัยจึงได้ดำเนินการของบประมาณแผ่นดินประจำปี 2509 เพื่อก่อสร้างอาคารหลังแรก ก็คือ วิทยาลัยทับแก้ว หรือ อาคารทับแก้ว 1 (อาคารเอ. 1) งบประมาณในการก่อสร้างประมาณ 2,900,000 บาท สร้างเสร็จ เมื่อปี 2510

การก่อสร้างอาคารหลังแรก (เอ 1)
อาคารหลังแรก (เอ 1)
ระหว่างปีพศ. 2509 – 2510 มหาวิทยาลัยได้บรรจุบุคลากรในสายงานต่างๆ เข้ารับราชการ และเข้าพักอาศัย แต่การเข้าพักอาศัยจะต้องปฏิบัติตามเทศบัญญัติของเทศบาลเมืองนครนครปฐม คือ จะต้องให้บุคลากรที่ย้ายเข้าพักอาศัยในวิทยาลัยทับแก้ว ย้ายสำมโนครัวเข้ายังวิทยาลัยทับแก้ว ดังนั้น มหาวิทยาลัยจึงต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปดำเนินการติดต่อขอบ้างเลขที่อาคารที่สร้างแล้วเสร็จ ทับแก้ว จึงได้เลขที่บ้าน คือ “บ้านเลขที่ ๖”

ประตูทับแก้วในอดีต

ประตูทับแก้วในปัจจุบัน
ใครที่มีข้อมูลเพิ่มเติม สามารถส่งข้อมูลมาได้ที่ โครงการจดหมายเหตุมหาวิทยาลัยศิลปากร www.facebook.com/SU.Archives นะคะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
edit @ 11 Jan 2012 08:44:57 by Khun Tubkaew Silpakorn Nakhonpathom
edit @ 11 Jan 2012 08:46:31 by Khun Tubkaew Silpakorn Nakhonpathom